ฉลากโภชนาการมีตัวเลขเต็มไปหมด แต่จริง ๆ ดูแค่ 4 จุดก็พอตัดสินใจได้ว่าควรหยิบใส่ตะกร้าหรือวางคืนชั้น
จุดที่ 1 หน่วยบริโภค — ดูก่อนตัวเลขอื่นทั้งหมด
นี่คือจุดที่คนพลาดมากที่สุด ตัวเลขทุกอย่างบนฉลากคิดจาก หนึ่งหน่วยบริโภค ไม่ใช่ทั้งซอง
ขนมถุงหนึ่งอาจเขียน 150 kcal แต่ระบุว่า “จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ 3” แปลว่ากินหมดถุงได้ 450 kcal ไม่ใช่ 150
น้ำผลไม้ขวดใหญ่ก็เช่นกัน มักแบ่งเป็น 2-3 หน่วยบริโภค ทั้งที่คนส่วนใหญ่ดื่มหมดขวดในครั้งเดียว
จุดที่ 2 น้ำตาล
ดูบรรทัด “น้ำตาล” ในตารางโภชนาการ แล้วหารด้วย 4 จะได้จำนวนช้อนชาโดยประมาณ
น้ำตาล 24 กรัม = 6 ช้อนชา = โควตาน้ำตาลทั้งวันของคนกิน 2,000 kcal ตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลก
ในรายการส่วนประกอบ น้ำตาลมีหลายชื่อ — น้ำเชื่อมข้าวโพด ฟรุกโตส มอลโตส เดกซ์โทรส น้ำผึ้ง กากน้ำตาล น้ำตาลมะพร้าว ทั้งหมดร่างกายจัดการเหมือนกัน
จุดที่ 3 โซเดียม
คนไทยได้โซเดียมเฉลี่ยเกินคำแนะนำเกือบสองเท่า เป้าหมายคือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
อาหารสำเร็จรูปหนึ่งหน่วยบริโภคที่ให้โซเดียมเกิน 600 มิลลิกรัม ถือว่าสูงแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซองมักอยู่ที่ 1,200-1,800 มิลลิกรัม
จุดที่ 4 รายการส่วนประกอบ
เรียงจากมากไปน้อยตามน้ำหนัก ถ้าน้ำตาลหรือน้ำมันปาล์มอยู่ 3 อันดับแรก แปลว่านั่นคือส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์
ฉลาก GDA ด้านหน้าซองอ่านเร็วกว่า
ฉลากหวานมันเค็มแบบแถบสีที่อยู่หน้าซอง บอกพลังงาน น้ำตาล ไขมัน โซเดียม ต่อหนึ่งซอง ไม่ใช่ต่อหน่วยบริโภค จึงตรงกับสิ่งที่กินจริงมากกว่า ถ้ามีให้ดูอันนี้ก่อน
สิ่งที่ฉลากไม่ได้บอก
ฉลากบอกปริมาณ ไม่ได้บอกคุณภาพ ขนมที่มีน้ำตาลเท่ากับผลไม้ให้ผลต่อร่างกายต่างกัน เพราะผลไม้มีใยอาหารและวิตามินมาด้วย
ใช้ฉลากเปรียบเทียบสินค้าประเภทเดียวกันจะแม่นที่สุด เช่น เทียบโยเกิร์ตสองยี่ห้อ ไม่ใช่เทียบโยเกิร์ตกับมันฝรั่งทอด
ลองดูน้ำตาลแฝงในอาหารที่คิดว่าเพื่อสุขภาพต่อ จะเห็นว่าทักษะนี้ใช้ได้จริงแค่ไหน
